Black Ribbon Top Right

เวลาทำการ

จันทร์-ศุกร์ :

09.00 - 18.00 น.

เราช่วยคุณได้

Openchat

Travel License : 11/13842

หน้าแรก

/

บทความท่องเที่ยว

/

เรื่องราวของ “กูลิโกะแมน” นักวิ่งในตำนานแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

เรื่องราวของ “กูลิโกะแมน” นักวิ่งในตำนานแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

19

Oct

ญี่ปุ่น

เรื่องราวของ “กูลิโกะแมน” นักวิ่งในตำนานแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น

1. จุดกำเนิดของกูลิโกะ (Glico)


เรื่องราวเริ่มต้นในปี ค.ศ. 1919 เมื่อ ริอิจิ เอซากิ (Riichi Ezaki) ผู้ก่อตั้งบริษัทกูลิโกะ ซึ่งเดิมทำธุรกิจเกี่ยวกับเภสัชกรรม ได้ค้นพบว่าน้ำต้มหอยนางรมมีสารไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งเป็นสารสะสมพลังงานในร่างกาย 

ต่อมาลูกชายของเขาป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ เขาจึงทดลองใช้สารสกัดไกลโคเจนที่กำลังศึกษาอยู่กับลูกชาย และตามเรื่องเล่าในคลิป ลูกชายก็มีอาการดีขึ้น เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เขาสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมโภชนาการ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก 

แพทย์แนะนำให้เขานำสารดังกล่าวมาผสมในขนมคาราเมล เพราะเป็นขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ จึงเกิดเป็น Glico Caramel คาราเมลรูปหัวใจที่เริ่มวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1922 โดยชื่อ Glico มีที่มาจากคำว่า Glycogen

2. ทำไมโลโก้กูลิโกะต้องเป็นรูปนักวิ่ง?


ในปี ค.ศ. 1922 กูลิโกะใช้คำโฆษณาที่โด่งดังว่า “หนึ่งเม็ด วิ่งได้ 300 เมตร” 

เนื่องจากคาราเมลกูลิโกะ 1 เม็ดให้พลังงานประมาณ 16 แคลอรี ซึ่งบริษัทคำนวณว่าเพียงพอสำหรับการวิ่ง 300 เมตร โดยอ้างอิงจากนักวิ่งรูปร่างมาตรฐาน 

คุณเอซากิจึงเลือกภาพนักวิ่งที่กำลังชูแขนทั้งสองข้างขณะเข้าเส้นชัย มาเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อสื่อถึงพลังงาน ความแข็งแรง และความสำเร็จ

3. กูลิโกะแมนมีตัวตนจริงหรือไม่?


คำตอบคือ กูลิโกะแมนไม่ได้เป็นภาพของบุคคลเพียงคนเดียว แต่ได้รับแรงบันดาลใจจากนักวิ่งที่มีตัวตนจริงถึง 3 คน 

ในช่วงแรก บริษัทพบว่าภาพใบหน้าของนักวิ่งบนโลโก้ดูน่ากลัวสำหรับเด็ก จึงปรับปรุงให้มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็นมิตรมากขึ้น โดยนำลักษณะใบหน้าของนักวิ่งชื่อดัง 3 คนมาเป็นต้นแบบ ได้แก่ 

1. ชิโซ คานาคุริ (Shizo Kanakuri) 
นักวิ่งมาราธอนชาวญี่ปุ่นที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1912 ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งมาราธอนญี่ปุ่น” 

2.ซาซาโกะ ทานิ (Tani Sasago) 
นักวิ่งระยะสั้น 100 และ 200 เมตรชาวญี่ปุ่น ที่เข้าร่วมโอลิมปิกปี 1924 ณ กรุงปารีส และสร้างสถิติวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 11 วินาทีในปีถัดมา 

3. ฟอร์จูนาโต คาตาลอน (Fortunato Catalon) 
นักวิ่งชาวฟิลิปปินส์ผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาตะวันออกไกลปี 1917 ที่โตเกียว ทั้งระยะ 100 หลา และ 220 หลา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักวิ่งที่เร็วที่สุดในเอเชียยุคนั้น 

ท้ายที่สุด คุณเอซากินำลักษณะใบหน้าของนักวิ่งทั้งสามคนมาผสมผสาน โดยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากรอยยิ้มของคาตาลอน จนกลายเป็นโลโก้กูลิโกะแมนที่เรารู้จักกัน

4. จากกล่องขนมสู่ป้ายโฆษณายักษ์แห่งโดทงโบริ


หลังจากแบรนด์ประสบความสำเร็จ กูลิโกะได้ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด เช่น การแถมของเล่นในกล่องขนมตั้งแต่ปี 1927 และการนำเครื่องขายขนมที่ฉายภาพยนตร์สั้นมาใช้ดึงดูดเด็ก ๆ 

ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 บริษัทได้ติดตั้งป้ายโฆษณากูลิโกะแมนขนาดยักษ์บริเวณย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ใกล้สะพานเอบิสึบาชิ (Ebisu Bridge) เมืองโอซาก้า 

ป้ายดังกล่าวกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาโพสท่าชูแขนเลียนแบบนักวิ่งเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก

5. วิวัฒนาการป้ายกูลิโกะแมนทั้ง 6 รุ่น


รุ่นที่ 1 — ค.ศ. 1935 
ป้ายขนาดใหญ่ที่มีนักวิ่งชูแขน ตั้งอยู่บนฐานที่มีไฟกะพริบ ก่อนถูกรื้อถอนในปี 1943 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 

รุ่นที่ 2 — ค.ศ. 1955
กลับมาติดตั้งอีกครั้งหลังสงคราม โดยมีขนาดเล็กลงตามสภาพเศรษฐกิจ และมีการตกแต่งรูปจระเข้บริเวณฐานป้าย

รุ่นที่ 3 — ค.ศ. 1963
พัฒนาเป็นป้ายไฟนีออนที่ทันสมัยขึ้น พร้อมน้ำพุตกแต่ง ช่วงนี้ธุรกิจเริ่มเติบโต และมีผลิตภัณฑ์ดังอย่าง Pocky เปิดตัวในปี 1966 

รุ่นที่ 4 — ค.ศ. 1972 
เพิ่มลู่วิ่งและไฟพื้นหลังกะพริบ เป็นหนึ่งในรุ่นที่จดจำได้มากที่สุด และใช้งานจนถึงปี 1996

รุ่นที่ 5 — ค.ศ. 1998 
เพิ่มภาพพระอาทิตย์สีแดงและสถานที่สำคัญในโอซาก้า เช่น ปราสาทโอซาก้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง โอซาก้าโดม และหอคอยสึเทนคาคุ

รุ่นที่ 6 — ค.ศ. 2014 
เปิดตัววันที่ 23 ตุลาคม 2014 เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี LED ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ภาพพื้นหลังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นรุ่นที่ใช้งานในช่วงเวลาที่คลิปกล่าวถึง

6. กูลิโกะแมนไม่ได้วิ่งตลอดเวลา


แม้ว่ากูลิโกะแมนจะเป็นสัญลักษณ์ของการวิ่งอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในบางช่วงเวลาก็ต้องหยุดพักตามสถานการณ์สำคัญ เช่น
- ปี 2011 ปิดไฟนานประมาณ 1 เดือน หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุ 
- ช่วงการระบาดของโควิด-19 มีการปิดไฟเพื่อสนับสนุนนโยบายลดการออกนอกบ้านของรัฐบาลญี่ปุ่น

ตามข้อมูลในคลิป ป้าย LED จะเปิดไฟโดยทั่วไปตั้งแต่ช่วงเย็นประมาณ 18.00 น. จนถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้เวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้

7. ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนักวิ่งกูลิโกะแมน


นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ขนม กูลิโกะแมนยังสะท้อนเรื่องราวของความพยายามและการไม่ยอมแพ้

ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ป้ายแห่งนี้ผ่านทั้งสงคราม ภาวะเศรษฐกิจ และโรคระบาด แต่ก็สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง เปรียบเสมือนชีวิตมนุษย์ที่บางครั้งจำเป็นต้องหยุดพัก เพื่อรวบรวมพลังและเริ่มต้นวิ่งต่อไปให้ไกลกว่าเดิม 

สรุป: กูลิโกะแมนจึงไม่ได้เป็นเพียงป้ายโฆษณาขนมธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความสำเร็จ และความหวัง รวมถึงเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของเมืองโอซาก้าที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างรู้จัก

จำนวนผู้เข้าชม 84 ครั้ง