
19
Oct
ญี่ปุ่น
เรื่องราวของ “กูลิโกะแมน” นักวิ่งในตำนานแห่งโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น
1. จุดกำเนิดของกูลิโกะ (Glico)
ต่อมาลูกชายของเขาป่วยด้วยโรคไทฟอยด์ เขาจึงทดลองใช้สารสกัดไกลโคเจนที่กำลังศึกษาอยู่กับลูกชาย และตามเรื่องเล่าในคลิป ลูกชายก็มีอาการดีขึ้น เหตุการณ์นี้จุดประกายให้เขาสนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเสริมโภชนาการ โดยเฉพาะสำหรับเด็ก
แพทย์แนะนำให้เขานำสารดังกล่าวมาผสมในขนมคาราเมล เพราะเป็นขนมที่เด็ก ๆ ชื่นชอบ จึงเกิดเป็น Glico Caramel คาราเมลรูปหัวใจที่เริ่มวางจำหน่ายในปี ค.ศ. 1922 โดยชื่อ Glico มีที่มาจากคำว่า Glycogen
2. ทำไมโลโก้กูลิโกะต้องเป็นรูปนักวิ่ง?
เนื่องจากคาราเมลกูลิโกะ 1 เม็ดให้พลังงานประมาณ 16 แคลอรี ซึ่งบริษัทคำนวณว่าเพียงพอสำหรับการวิ่ง 300 เมตร โดยอ้างอิงจากนักวิ่งรูปร่างมาตรฐาน
คุณเอซากิจึงเลือกภาพนักวิ่งที่กำลังชูแขนทั้งสองข้างขณะเข้าเส้นชัย มาเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ เพื่อสื่อถึงพลังงาน ความแข็งแรง และความสำเร็จ

3. กูลิโกะแมนมีตัวตนจริงหรือไม่?
ในช่วงแรก บริษัทพบว่าภาพใบหน้าของนักวิ่งบนโลโก้ดูน่ากลัวสำหรับเด็ก จึงปรับปรุงให้มีใบหน้าที่ยิ้มแย้มและเป็นมิตรมากขึ้น โดยนำลักษณะใบหน้าของนักวิ่งชื่อดัง 3 คนมาเป็นต้นแบบ ได้แก่
1. ชิโซ คานาคุริ (Shizo Kanakuri)
นักวิ่งมาราธอนชาวญี่ปุ่นที่เข้าร่วมการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกปี 1912 ณ กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และได้รับฉายาว่า “บิดาแห่งมาราธอนญี่ปุ่น”
2.ซาซาโกะ ทานิ (Tani Sasago)
นักวิ่งระยะสั้น 100 และ 200 เมตรชาวญี่ปุ่น ที่เข้าร่วมโอลิมปิกปี 1924 ณ กรุงปารีส และสร้างสถิติวิ่ง 100 เมตรต่ำกว่า 11 วินาทีในปีถัดมา
3. ฟอร์จูนาโต คาตาลอน (Fortunato Catalon)
นักวิ่งชาวฟิลิปปินส์ผู้คว้าเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาตะวันออกไกลปี 1917 ที่โตเกียว ทั้งระยะ 100 หลา และ 220 หลา จนได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักวิ่งที่เร็วที่สุดในเอเชียยุคนั้น
ท้ายที่สุด คุณเอซากินำลักษณะใบหน้าของนักวิ่งทั้งสามคนมาผสมผสาน โดยได้รับแรงบันดาลใจสำคัญจากรอยยิ้มของคาตาลอน จนกลายเป็นโลโก้กูลิโกะแมนที่เรารู้จักกัน



4. จากกล่องขนมสู่ป้ายโฆษณายักษ์แห่งโดทงโบริ
ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 บริษัทได้ติดตั้งป้ายโฆษณากูลิโกะแมนขนาดยักษ์บริเวณย่านโดทงโบริ (Dotonbori) ใกล้สะพานเอบิสึบาชิ (Ebisu Bridge) เมืองโอซาก้า
ป้ายดังกล่าวกลายเป็นแลนด์มาร์กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาโพสท่าชูแขนเลียนแบบนักวิ่งเพื่อถ่ายภาพเป็นที่ระลึก
5. วิวัฒนาการป้ายกูลิโกะแมนทั้ง 6 รุ่น
ป้ายขนาดใหญ่ที่มีนักวิ่งชูแขน ตั้งอยู่บนฐานที่มีไฟกะพริบ ก่อนถูกรื้อถอนในปี 1943 ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
รุ่นที่ 2 — ค.ศ. 1955
กลับมาติดตั้งอีกครั้งหลังสงคราม โดยมีขนาดเล็กลงตามสภาพเศรษฐกิจ และมีการตกแต่งรูปจระเข้บริเวณฐานป้าย
รุ่นที่ 3 — ค.ศ. 1963
พัฒนาเป็นป้ายไฟนีออนที่ทันสมัยขึ้น พร้อมน้ำพุตกแต่ง ช่วงนี้ธุรกิจเริ่มเติบโต และมีผลิตภัณฑ์ดังอย่าง Pocky เปิดตัวในปี 1966
รุ่นที่ 4 — ค.ศ. 1972
เพิ่มลู่วิ่งและไฟพื้นหลังกะพริบ เป็นหนึ่งในรุ่นที่จดจำได้มากที่สุด และใช้งานจนถึงปี 1996
รุ่นที่ 5 — ค.ศ. 1998
เพิ่มภาพพระอาทิตย์สีแดงและสถานที่สำคัญในโอซาก้า เช่น ปราสาทโอซาก้า พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำไคยูคัง โอซาก้าโดม และหอคอยสึเทนคาคุ
รุ่นที่ 6 — ค.ศ. 2014
เปิดตัววันที่ 23 ตุลาคม 2014 เปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยี LED ที่ประหยัดพลังงานมากขึ้น ภาพพื้นหลังสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเป็นรุ่นที่ใช้งานในช่วงเวลาที่คลิปกล่าวถึง






6. กูลิโกะแมนไม่ได้วิ่งตลอดเวลา
- ปี 2011 ปิดไฟนานประมาณ 1 เดือน หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในภูมิภาคโทโฮคุ
- ช่วงการระบาดของโควิด-19 มีการปิดไฟเพื่อสนับสนุนนโยบายลดการออกนอกบ้านของรัฐบาลญี่ปุ่น
ตามข้อมูลในคลิป ป้าย LED จะเปิดไฟโดยทั่วไปตั้งแต่ช่วงเย็นประมาณ 18.00 น. จนถึงเที่ยงคืน ทั้งนี้เวลาอาจเปลี่ยนแปลงได้
7. ความหมายที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังนักวิ่งกูลิโกะแมน
ตลอดระยะเวลาหลายสิบปี ป้ายแห่งนี้ผ่านทั้งสงคราม ภาวะเศรษฐกิจ และโรคระบาด แต่ก็สามารถกลับมายืนหยัดได้อีกครั้ง เปรียบเสมือนชีวิตมนุษย์ที่บางครั้งจำเป็นต้องหยุดพัก เพื่อรวบรวมพลังและเริ่มต้นวิ่งต่อไปให้ไกลกว่าเดิม
สรุป: กูลิโกะแมนจึงไม่ได้เป็นเพียงป้ายโฆษณาขนมธรรมดา แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งพลัง ความสำเร็จ และความหวัง รวมถึงเป็นหนึ่งในภาพจำสำคัญของเมืองโอซาก้าที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกต่างรู้จัก
